วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คนเห็นผี

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นสมัยตอนที่ดิฉันเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ ปี 2533



เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ จะมีการแบ่งเขตการเรียน โดยเขตที่เป็นฝั่งในตัวเมืองจะมีพื้นที่ตรงข้ามกับโรงพยาบาล ส่วนหอพักของมหาวิทยาลัยที่จัดให้ก็จะอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลนั้นเอง ซึ่งที่นี่มักมีคนพบกับสิ่งที่เหลือเชื่อมากมายที่เล่ากันปากต่อปากในหมู่นักศึกษาว่า สถานที่เดิมของหอพักก็คือสุสานเก่าสมัยสงครามโลก ในช่วงก่อสร้างก็จะพบเศษกระดูกมนุษย์บ้าง หัวกระโหลกบ้าง และเรื่องส่วนใหญ่ที่นักศึกษาเล่าก็จะเป็นเรื่องสยองขวัญที่เกิดขึ้นในหอพัก อย่างเช่น เรื่องเสียงลากโซ่ แกรกๆ เป็นทางยาวผ่านหน้าห้องพัก ซึ่งเคยมีคนที่สงสัยเปิดออกไปดู ก็พบเจ้าของเสียงนั้นเป็นชายร่างใหญ่นุ่งแต่ผ้าเตี่ยวสีแดง ที่ข้อขาก็จะมีโซ่ล่ามไว้ เหมือนนักโทษ ที่สำคัญคือ ผู้ชายคนนี้ไม่มีหัว บางทีก็ได้ยินเสียงร้องไห้อย่างโหยหวน เสียงคนทุบของหนักๆ อีกหลายเสียงที่ร่ำลือกันในบริเวณหอพัก แต่สำหรับตัวดิฉันก็ฟังเพื่อความสนุก บางทีก็ขนลุกไปกับเรื่องราวที่ได้ยินมาเท่านั้น แต่ไม่เคยเจอด้วยตัวเองสักที


จนมีอยู่วันหนึ่งจำจนถึงทุกวันนี้... ช่วงนั้นประมาณเดือนธันวาคมช่วงฤดูหนาวตอนเย็นเวลาประมาณ 6 โมงกว่าๆ หลังจากทำธุระส่วนตัวที่บ้านเสร็จ รู้สึกว่าไม่อยากอยู่บ้าน อยากจะแวะไปคุยกับเพื่อนที่พักหอพักที่นั่น ซึ่งสมัยนั้นโทรศัพท์มือถือหรืออินเตอร์เน็ตยังไม่มี จะทำได้ก็แค่ขี่มอเตอร์ไซด์ไปหากัน ในวันนั้นพอไปถึงหน้าหอพักบริเวณป้อมยาม ซึ่งตามปกติก่อนเข้าไปในเขตหอพัก คนภายนอกจะต้องผ่านยามเพื่อตรวจเช็คและสอบถามก่อนว่าต้องการจะพบใคร จึงจะสามารถเข้าไปได้ แต่ในวันนั้นพอไปถึงยามที่คอยดูแลอยู่ กลับไม่สอบถามอะไรดิฉันเลย กลับทำเฉยมาก ซึ่งตัวดิฉันก็คิดว่าดีจัง ไม่ต้องพูดมาก เลยรีบนำรถเข้าไปจอดที่ด้านข้างหอพัก แต่พอจอดรถเสร็จดิฉันรู้สึกได้กลิ่นเหม็นมาก กลิ่นมันสะดุดโสตประสาทฉันเหลือเกิน ในตอนแรกก็คิดว่าอาจจะเป็นสัตว์อะไรตายสักอย่าง กลิ่นมันเริ่มรุนแรงมากขึ้นจนทำให้ฉันต้องรีบเดินหนีไป


เมื่อเดินถึงประตูหอพัก ก่อนเข้าประตูดิฉันก็มองขึ้นไปที่ชั้นบน เพราะจะมองหาเพื่อน ซึ่งสิ่งที่มองเห็นบนชั้นบนก็คือ เห็นคนเดินไปมาที่ระเบียงเหมือนทุกครั้งที่มา ดิฉันจึงเดินผ่านเข้าประตูและเดินขึ้นไปชั้นบนอย่างไม่คิดอะไร แต่พอเดินขึ้นไปที่ชั้นบนปรากฏว่าทั้งชั้นว่างเปล่า ไม่มีใครเลย ในตอนแรกไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าคนคงเดินเข้าไปในห้องพักกันแล้ว ดิฉันจึงเดินไปเคาะประตูห้องพักและเรียกชื่อเพื่อน ซึ่งห้องพักที่ว่านั้นเป็นห้องนอนรวม ดิฉันเคาะและเรียกชื่อเพื่อนอยู่นานพอสมควร แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ จึงเปิดประตูและเดินเข้าไปในห้องนั้น เดินไปจนสุดห้องและรวมทั้งในห้องน้ำ ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่สักคน คราวนี้ก็เริ่มที่สงสัยว่าพวกคนที่เราเห็นเมื่อกี้หายไปไหน จึงเดินออกไปด้านนอกห้องเพื่อมาดูอีกครั้ง


แต่ในขณะที่ออกมายืนอยู่นอกห้องนั้น ดิฉันก็ได้ยินเสียงดังก๊อกแก๊กๆ ดังมาจากห้องพักอีกห้องหนึ่งที่อยู่ข้างๆ กัน ดิฉันก็เลยเคาะห้องที่มีเสียงดังนั้น เพื่อจะสอบถามถึงเพื่อน ปรากฏว่าเคาะเท่าไหร่ก็ไม่มีคนตอบอีก จึงลองเปิดประตูดูอีกครั้ง ปรากฏคราวนี้เปิดไม่ได้เหมือนว่าห้องนั้นถูกล็อค พอจะหันหลังกลับคราวนี้เสียงที่ดังก๊อกแก๊กนั้นมันเริ่มย้ายจากห้องข้างๆ ไปดังที่ห้องพักของเพื่อนดิฉันแทน และจมูกของดิฉันเริ่มได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยขึ้นมาอีก คราวนี้ดิฉันเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี จึงคิดจะถอยหลังออกมาจากหน้าประตู ความรู้สึกในตอนนั้นคือมันเย็นวูบไปทั้งตัว ขาทั้งสองข้างเหมือนถูกตรึงไว้ จะขยับก็ขยับไม่ได้ เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่รู้จักคำว่า “ก้าวขาไม่ออก” จะขยับตัวก็ทำไม่ได้เลย รู้สึกกลัวมาก โดยความกลัวครั้งนี้มันแปลกเหมือนกับว่าเราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ดิฉันได้เพียงแต่นึกถึงคุณแม่ของดิฉันที่เสียไปแล้ว และนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ หลับตาและสูดลมหายใจพร้อมกับสวดมนต์เท่าที่จะทำได้ พอมีสติดิฉันก็ตะโกนคำว่า “แม่ๆ” ออกมาดังๆ หลายครั้ง จนสามารถขยับตัวได้ จึงรีบวิ่งโกยอ้าวออกจากหอพักทันที


พอออกมาจากหอพัก ดิฉันก็พบกับยามที่ยืนด้านนอก ยามก็ถามดิฉันว่าเข้าไปทำไม และเข้ามาที่นี่ตอนไหน ทำไมไม่แจ้งว่าเข้ามา ดิฉันก็รู้สึกงงและยังไม่หายตื่นเต้นกับเรื่องที่เพิ่งพบ แต่ก็เล่าให้ยามฟังว่า ตอนที่เข้าไปก็เห็นยาม แต่ยามก็ไม่เห็นจะว่าอะไร จึงเดินเข้าไปหาเพื่อน พอยามได้ยินคำตอบ เขาถึงกับเงียบไปและบอกกับดิฉันว่า วันนี้ไม่มีใครอยู่ที่หอพักสักคน เพราะเขาไปโบสถ์กันหมด แล้วหอพักก็ล็อกกุญแจด้วย เพื่อนไม่ได้บอกหรือไง ดิฉันถึงกับช็อคและคิดว่าเจอดีซะแล้ว เลยไม่รู้จะทำอย่างไร จึงรีบขี่มอเตอร์ไซด์ออกไป โดยไม่กล้าหันขึ้นไปมองบนหอพักอีก


รุ่งเช้าอีกวันเมื่อไปเรียน ดิฉันเล่าเรื่องที่เจอให้เพื่อนคนที่จะไปหาฟัง เพื่อนดิฉันตกใจมาก เธอเล่าว่าก่อนหน้านี้ก็มีเพื่อนที่พักด้วยกันเจอ และมีพวกรุ่นพี่นักศึกษาที่อยู่เดิมเล่าว่า เคยมีนักศึกษาผูกคอตายที่ชั้นบน ซึ่งบางปีเมื่อครบรอบวันตาย ก็มักจะมีคนเจอวิญญาณของนักศึกษาคนนั้น หรือไม่ก็เจอสิ่งแปลกๆ เช่นกลิ่นธูป หรือ เสียงร้องไห้ตอนดึกๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หากดิฉันจะไปหาเพื่อนคนนี้อีก ดิฉันจะไม่กล้าเข้าไปในเขตหอพักอีกเลย ส่วนใหญ่จะนัดกันออกมาข้างนอกมากกว่า


ประสบการณ์ในครั้งนั้นถึงแม้จะผ่านมานานกว่า 10 ปี แต่ดิฉันจะไม่มีวันลืมมันแน่นอน...

1 ความคิดเห็น: