วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เทียนเจล
วัสดุอุปกรณ์
วิธีทำโดยย่อ
หาก ต้องหากต้องการเพิ่มสีสันให้กับเจล นำสีที่ต้องการใส่ผสมลงในเนื้อเจล ( ควรสกิดผงสีใส่ไปทีละน้อยๆ มิฉะนั้นสีจะเข้มมาก )
วิธีทำเทียนเจลรูปเบียร์เย็นๆมีฟอง
1. เตรียมแก้วเบียร์ใส 1 ใบ แบบไหนก็ได้ที่คอเบียร์ชอบละครับ ปกติก็จะเป็นแบบมีหูจับ ทำความสะอาดรอไว้
2. นำเจลใส่หม้อหรือกาละมังขึ้นตั้งไฟให้ละลาย ให้ใช้ไฟอ่อน
3. เมื่อละลายแล้วนำสีเหลืองค่อยๆเติมลงไปพร้อมกับคนให้ทั่ว ดูสีให้เหมือนกับสีของเบียร์จริงๆ
4. จากนั้นนี้ก็เติมน้ำหอมกลิ่นที่ชอบลงไป ให้ใส่แต่ทีละน้อยๆอย่าใส่มากเพราะถ้ามากไปเจลจะขุ่น
5. เมื่อเจลเย็นตัวลงจะเริ่มหนืดใช้ส้อมคนเจลให้ฟองอากาศขึ้นให้ดูเหมือนมีฟองอากาศอยู่ภายในแก้วเบีย
6. ทำฟองเบียร์ขาวๆโดยนำพาราฟินมาตั้งไฟให้ละลาย พอเริ่มแข็งตัวใช้ช้อนหรือส้อมก็ได้ขูดให้เป็นฟอง เสร็จแล้วตักใส่แก้วเบียร์
7. จากนั้นก็นำไม้ปลายแหลมเช่นไม้เสียบลูกชิ้น ไม้จิ้มฟัน หรือเหล็กแหลมเสียบลงไปให้เป็นรู นำไส้เทียนสอดเข้าไป
2. นำเจลใส่หม้อหรือกาละมังขึ้นตั้งไฟให้ละลาย ให้ใช้ไฟอ่อน
3. เมื่อละลายแล้วนำสีเหลืองค่อยๆเติมลงไปพร้อมกับคนให้ทั่ว ดูสีให้เหมือนกับสีของเบียร์จริงๆ
4. จากนั้นนี้ก็เติมน้ำหอมกลิ่นที่ชอบลงไป ให้ใส่แต่ทีละน้อยๆอย่าใส่มากเพราะถ้ามากไปเจลจะขุ่น
5. เมื่อเจลเย็นตัวลงจะเริ่มหนืดใช้ส้อมคนเจลให้ฟองอากาศขึ้นให้ดูเหมือนมีฟองอากาศอยู่ภายในแก้วเบีย
6. ทำฟองเบียร์ขาวๆโดยนำพาราฟินมาตั้งไฟให้ละลาย พอเริ่มแข็งตัวใช้ช้อนหรือส้อมก็ได้ขูดให้เป็นฟอง เสร็จแล้วตักใส่แก้วเบียร์
7. จากนั้นก็นำไม้ปลายแหลมเช่นไม้เสียบลูกชิ้น ไม้จิ้มฟัน หรือเหล็กแหลมเสียบลงไปให้เป็นรู นำไส้เทียนสอดเข้าไป
ซูชิ
ทำข้าวซูสูตรชิ
สูตรนี้รายละเอียดเยอะนิดนะค่ะ ลองทำดูค่ะ
เตรียมทำ น้ำส้มปรุงข้าวซูชิ
*กรณีที่ ใช้น้ำส้มซูชิ (ซูชิ ซุ) สำเร็จรูป ดูตามสัดส่วน ปริมาณที่ใช้ผสมกับข้าวสวย ในฉลากข้างขวด..และต้องชิมดูเองด้วย
(ทั่วๆไปสัดส่วน = น้ำส้มซูชิสำเร็จรูป 1/2 ถ้วย : ข้าวสวย 2 ถ้วย)
*กรณีที่ ใช้น้ำส้มซูชิ (ซูชิ ซุ) สำเร็จรูป ดูตามสัดส่วน ปริมาณที่ใช้ผสมกับข้าวสวย ในฉลากข้างขวด..และต้องชิมดูเองด้วย
(ทั่วๆไปสัดส่วน = น้ำส้มซูชิสำเร็จรูป 1/2 ถ้วย : ข้าวสวย 2 ถ้วย)
* กรณีที่ ผสมน้ำส้มซูชิ ด้วยตนเอง ยกตัวอย่างมาให้ 2 สูตรนะคะ
สูตร 1 ข้าวสาร 4 ถ้วย : น้ำส้มสายชู 6 ช้อนโต๊ะ : น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ : เกลือ 2 ช้อนชา
สูตร 1 ข้าวสาร 4 ถ้วย : น้ำส้มสายชู 6 ช้อนโต๊ะ : น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ : เกลือ 2 ช้อนชา
สูตร2 ข้าวสาร 2 ถ้วย : น้ำส้มสายชู 60 ml. : น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ : เกลือ 1 ช้อนชา
เครื่องปรุงทั้งหมดผสมกันใส่ถ้วยเตรียมไว้พรมข้าว – คลุกกับข้าวสุกใหม่ๆ จนเมล็ดข้าวขึ้นเงาใส
เตรียมหุงข้าว
แช่ข้าวสารก่อนหุงโดย ล้าง ข้าวสารญี่ปุ่น แล้ว แช่น้ำ 30 นาที(บางที่จะใส่สาหร่ายคมบุ ขนาดชิ้นกลางๆลงไปแช่กับข้าวสารด้วย) แล้วผึ่งใส่กระชอนสักครู่ จึงนำไปหุง
แช่ข้าวสารก่อนหุงโดย ล้าง ข้าวสารญี่ปุ่น แล้ว แช่น้ำ 30 นาที(บางที่จะใส่สาหร่ายคมบุ ขนาดชิ้นกลางๆลงไปแช่กับข้าวสารด้วย) แล้วผึ่งใส่กระชอนสักครู่ จึงนำไปหุง
- ถ้าใช้ข้าวไทยเช่นข้าวหอมมะลิผสมหุงแทน สัดส่วน = ข้าวไทย 2-3 ส่วน / ข้าวเหนียว 1 ส่วนโดยประมาณ
การหุงข้าว
- กรณี หุงข้าวแบบเช็ดน้ำ หุงข้าวสาร 2 ถ้วย กับน้ำเปล่า 2 1/2 ถ้วย ตั้งไฟแรงจนน้ำข้าวเดือด คนข้าวด้วยทัพทีเรื่อยๆ จากนั้นหรี่ไฟอ่อนหุงต่ออีก 12 นาที จนข้าวสุก แล้วดับไฟ ปล่อยให้ข้าวระอุต่ออีก ประมาณ 15 นาทีจึงเสร็จ แล้วนำไปคลุกกับน้ำส้มปรุงรส
- กรณี หุงข้าวแบบเช็ดน้ำ หุงข้าวสาร 2 ถ้วย กับน้ำเปล่า 2 1/2 ถ้วย ตั้งไฟแรงจนน้ำข้าวเดือด คนข้าวด้วยทัพทีเรื่อยๆ จากนั้นหรี่ไฟอ่อนหุงต่ออีก 12 นาที จนข้าวสุก แล้วดับไฟ ปล่อยให้ข้าวระอุต่ออีก ประมาณ 15 นาทีจึงเสร็จ แล้วนำไปคลุกกับน้ำส้มปรุงรส
- กรณี หุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ก็หุงตามปกติ อาจจะลดปริมาณน้ำลงนิดหน่อย พอข้าวสุกแล้วตักใส่อ่างใบใหญ่สำหรับคลุกข้าวกับน้ำส้มปรุงรส
ปรุงรสข้าวเปรี้ยว ซูชิ
ปรุงรสข้าวเปรี้ยว ซูชิ
- เอาข้าวสวยที่หุงสุกระอุแล้ว มาใส่อ่างไม้ (จริงๆแล้วจะใส่ชามอ่างแก้ว หรือ อ่างอลูมิเนียม หรือ อ่างพลาสติก ก็ได้)
- พรมน้ำส้มสายชูที่ปรุงรสเตรียมไว้(ผสมน้ำตาล-เกลือ ) ทีละหน่อยลง บนข้าวให้ทั่ว แล้ว ใช้พายทัพทีปัดๆสับๆ ข้าว คลุกให้เข้าเนื้อกัน(ห้ามใช้ทัพทีกดบี้ข้าวจะเละง่าย) ขณะเดียวกัน อีกมือหนึ่ง ก็เอาพัดโบกลมใส่ข้าวไปด้วยเพื่อเร่งให้ดูดซึมน้ำส้มเร็วขึ้น จะเห็นเมล็ดข้าวใสเป็นมันวาว
- พักข้าวเปรี้ยวสักครู่ ให้ข้าวเย็นลงหน่อย และ เมล็ดข้าวรัดตัวขึ้น (รอให้ข้าวอุ่นๆ ประมาณเท่า ผิวหนังคนเรา ) จึงงนำไปทำเป็นข้าวปั้นซูชิ ได้ตามชอบ
วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ขนมไทย
ขนมกล้วย
ส่วนผสม
1. กล้วยน้ำว้าสุกบด 2 ถ้วยตวง
ส่วนผสม
1. กล้วยน้ำว้าสุกบด 2 ถ้วยตวง
2. แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
3. แป้งมันสำปะหลัง 2 ช้อนโต๊ะ
4. แป้งท้าวยายม่อม 3 ช้อนโต๊ะ
5. มะพร้าวทึนทึกขูด 1/4 ถ้วยตวง
6. หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
7. น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
8. มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ถ้วยตวง 9. เกลือป่น 1 ช้อนชา
วิธีทำ
ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน แป้วท้าวยายม่อม เข้าด้วยกันแล้วใส่หัวกะทิลงนวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่กล้วยบด น้ำตาลทราย ลงในแป้งที่นวดแล้ว คนให้เข้ากัน จนน้ำตาลละลาย ใส่มะพร้าวทึนทึกขูดลงผสมให้เข้ากัน
ทขนมใส่ลงในถาดหรือพิมพ์นำไปนึ่งให้สุกด้วยไฟแรงยกลงเวลาเสริฟโรยด้วยมะพร้าวขูดฝอยอีกครั้ง
คนเห็นผี
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นสมัยตอนที่ดิฉันเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ ปี 2533
เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ จะมีการแบ่งเขตการเรียน โดยเขตที่เป็นฝั่งในตัวเมืองจะมีพื้นที่ตรงข้ามกับโรงพยาบาล ส่วนหอพักของมหาวิทยาลัยที่จัดให้ก็จะอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลนั้นเอง ซึ่งที่นี่มักมีคนพบกับสิ่งที่เหลือเชื่อมากมายที่เล่ากันปากต่อปากในหมู่นักศึกษาว่า สถานที่เดิมของหอพักก็คือสุสานเก่าสมัยสงครามโลก ในช่วงก่อสร้างก็จะพบเศษกระดูกมนุษย์บ้าง หัวกระโหลกบ้าง และเรื่องส่วนใหญ่ที่นักศึกษาเล่าก็จะเป็นเรื่องสยองขวัญที่เกิดขึ้นในหอพัก อย่างเช่น เรื่องเสียงลากโซ่ แกรกๆ เป็นทางยาวผ่านหน้าห้องพัก ซึ่งเคยมีคนที่สงสัยเปิดออกไปดู ก็พบเจ้าของเสียงนั้นเป็นชายร่างใหญ่นุ่งแต่ผ้าเตี่ยวสีแดง ที่ข้อขาก็จะมีโซ่ล่ามไว้ เหมือนนักโทษ ที่สำคัญคือ ผู้ชายคนนี้ไม่มีหัว บางทีก็ได้ยินเสียงร้องไห้อย่างโหยหวน เสียงคนทุบของหนักๆ อีกหลายเสียงที่ร่ำลือกันในบริเวณหอพัก แต่สำหรับตัวดิฉันก็ฟังเพื่อความสนุก บางทีก็ขนลุกไปกับเรื่องราวที่ได้ยินมาเท่านั้น แต่ไม่เคยเจอด้วยตัวเองสักที
จนมีอยู่วันหนึ่งจำจนถึงทุกวันนี้... ช่วงนั้นประมาณเดือนธันวาคมช่วงฤดูหนาวตอนเย็นเวลาประมาณ 6 โมงกว่าๆ หลังจากทำธุระส่วนตัวที่บ้านเสร็จ รู้สึกว่าไม่อยากอยู่บ้าน อยากจะแวะไปคุยกับเพื่อนที่พักหอพักที่นั่น ซึ่งสมัยนั้นโทรศัพท์มือถือหรืออินเตอร์เน็ตยังไม่มี จะทำได้ก็แค่ขี่มอเตอร์ไซด์ไปหากัน ในวันนั้นพอไปถึงหน้าหอพักบริเวณป้อมยาม ซึ่งตามปกติก่อนเข้าไปในเขตหอพัก คนภายนอกจะต้องผ่านยามเพื่อตรวจเช็คและสอบถามก่อนว่าต้องการจะพบใคร จึงจะสามารถเข้าไปได้ แต่ในวันนั้นพอไปถึงยามที่คอยดูแลอยู่ กลับไม่สอบถามอะไรดิฉันเลย กลับทำเฉยมาก ซึ่งตัวดิฉันก็คิดว่าดีจัง ไม่ต้องพูดมาก เลยรีบนำรถเข้าไปจอดที่ด้านข้างหอพัก แต่พอจอดรถเสร็จดิฉันรู้สึกได้กลิ่นเหม็นมาก กลิ่นมันสะดุดโสตประสาทฉันเหลือเกิน ในตอนแรกก็คิดว่าอาจจะเป็นสัตว์อะไรตายสักอย่าง กลิ่นมันเริ่มรุนแรงมากขึ้นจนทำให้ฉันต้องรีบเดินหนีไป
เมื่อเดินถึงประตูหอพัก ก่อนเข้าประตูดิฉันก็มองขึ้นไปที่ชั้นบน เพราะจะมองหาเพื่อน ซึ่งสิ่งที่มองเห็นบนชั้นบนก็คือ เห็นคนเดินไปมาที่ระเบียงเหมือนทุกครั้งที่มา ดิฉันจึงเดินผ่านเข้าประตูและเดินขึ้นไปชั้นบนอย่างไม่คิดอะไร แต่พอเดินขึ้นไปที่ชั้นบนปรากฏว่าทั้งชั้นว่างเปล่า ไม่มีใครเลย ในตอนแรกไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าคนคงเดินเข้าไปในห้องพักกันแล้ว ดิฉันจึงเดินไปเคาะประตูห้องพักและเรียกชื่อเพื่อน ซึ่งห้องพักที่ว่านั้นเป็นห้องนอนรวม ดิฉันเคาะและเรียกชื่อเพื่อนอยู่นานพอสมควร แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ จึงเปิดประตูและเดินเข้าไปในห้องนั้น เดินไปจนสุดห้องและรวมทั้งในห้องน้ำ ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่สักคน คราวนี้ก็เริ่มที่สงสัยว่าพวกคนที่เราเห็นเมื่อกี้หายไปไหน จึงเดินออกไปด้านนอกห้องเพื่อมาดูอีกครั้ง
แต่ในขณะที่ออกมายืนอยู่นอกห้องนั้น ดิฉันก็ได้ยินเสียงดังก๊อกแก๊กๆ ดังมาจากห้องพักอีกห้องหนึ่งที่อยู่ข้างๆ กัน ดิฉันก็เลยเคาะห้องที่มีเสียงดังนั้น เพื่อจะสอบถามถึงเพื่อน ปรากฏว่าเคาะเท่าไหร่ก็ไม่มีคนตอบอีก จึงลองเปิดประตูดูอีกครั้ง ปรากฏคราวนี้เปิดไม่ได้เหมือนว่าห้องนั้นถูกล็อค พอจะหันหลังกลับคราวนี้เสียงที่ดังก๊อกแก๊กนั้นมันเริ่มย้ายจากห้องข้างๆ ไปดังที่ห้องพักของเพื่อนดิฉันแทน และจมูกของดิฉันเริ่มได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยขึ้นมาอีก คราวนี้ดิฉันเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี จึงคิดจะถอยหลังออกมาจากหน้าประตู ความรู้สึกในตอนนั้นคือมันเย็นวูบไปทั้งตัว ขาทั้งสองข้างเหมือนถูกตรึงไว้ จะขยับก็ขยับไม่ได้ เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่รู้จักคำว่า “ก้าวขาไม่ออก” จะขยับตัวก็ทำไม่ได้เลย รู้สึกกลัวมาก โดยความกลัวครั้งนี้มันแปลกเหมือนกับว่าเราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ดิฉันได้เพียงแต่นึกถึงคุณแม่ของดิฉันที่เสียไปแล้ว และนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ หลับตาและสูดลมหายใจพร้อมกับสวดมนต์เท่าที่จะทำได้ พอมีสติดิฉันก็ตะโกนคำว่า “แม่ๆ” ออกมาดังๆ หลายครั้ง จนสามารถขยับตัวได้ จึงรีบวิ่งโกยอ้าวออกจากหอพักทันที
พอออกมาจากหอพัก ดิฉันก็พบกับยามที่ยืนด้านนอก ยามก็ถามดิฉันว่าเข้าไปทำไม และเข้ามาที่นี่ตอนไหน ทำไมไม่แจ้งว่าเข้ามา ดิฉันก็รู้สึกงงและยังไม่หายตื่นเต้นกับเรื่องที่เพิ่งพบ แต่ก็เล่าให้ยามฟังว่า ตอนที่เข้าไปก็เห็นยาม แต่ยามก็ไม่เห็นจะว่าอะไร จึงเดินเข้าไปหาเพื่อน พอยามได้ยินคำตอบ เขาถึงกับเงียบไปและบอกกับดิฉันว่า วันนี้ไม่มีใครอยู่ที่หอพักสักคน เพราะเขาไปโบสถ์กันหมด แล้วหอพักก็ล็อกกุญแจด้วย เพื่อนไม่ได้บอกหรือไง ดิฉันถึงกับช็อคและคิดว่าเจอดีซะแล้ว เลยไม่รู้จะทำอย่างไร จึงรีบขี่มอเตอร์ไซด์ออกไป โดยไม่กล้าหันขึ้นไปมองบนหอพักอีก
รุ่งเช้าอีกวันเมื่อไปเรียน ดิฉันเล่าเรื่องที่เจอให้เพื่อนคนที่จะไปหาฟัง เพื่อนดิฉันตกใจมาก เธอเล่าว่าก่อนหน้านี้ก็มีเพื่อนที่พักด้วยกันเจอ และมีพวกรุ่นพี่นักศึกษาที่อยู่เดิมเล่าว่า เคยมีนักศึกษาผูกคอตายที่ชั้นบน ซึ่งบางปีเมื่อครบรอบวันตาย ก็มักจะมีคนเจอวิญญาณของนักศึกษาคนนั้น หรือไม่ก็เจอสิ่งแปลกๆ เช่นกลิ่นธูป หรือ เสียงร้องไห้ตอนดึกๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หากดิฉันจะไปหาเพื่อนคนนี้อีก ดิฉันจะไม่กล้าเข้าไปในเขตหอพักอีกเลย ส่วนใหญ่จะนัดกันออกมาข้างนอกมากกว่า
ประสบการณ์ในครั้งนั้นถึงแม้จะผ่านมานานกว่า 10 ปี แต่ดิฉันจะไม่มีวันลืมมันแน่นอน...
เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ จะมีการแบ่งเขตการเรียน โดยเขตที่เป็นฝั่งในตัวเมืองจะมีพื้นที่ตรงข้ามกับโรงพยาบาล ส่วนหอพักของมหาวิทยาลัยที่จัดให้ก็จะอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลนั้นเอง ซึ่งที่นี่มักมีคนพบกับสิ่งที่เหลือเชื่อมากมายที่เล่ากันปากต่อปากในหมู่นักศึกษาว่า สถานที่เดิมของหอพักก็คือสุสานเก่าสมัยสงครามโลก ในช่วงก่อสร้างก็จะพบเศษกระดูกมนุษย์บ้าง หัวกระโหลกบ้าง และเรื่องส่วนใหญ่ที่นักศึกษาเล่าก็จะเป็นเรื่องสยองขวัญที่เกิดขึ้นในหอพัก อย่างเช่น เรื่องเสียงลากโซ่ แกรกๆ เป็นทางยาวผ่านหน้าห้องพัก ซึ่งเคยมีคนที่สงสัยเปิดออกไปดู ก็พบเจ้าของเสียงนั้นเป็นชายร่างใหญ่นุ่งแต่ผ้าเตี่ยวสีแดง ที่ข้อขาก็จะมีโซ่ล่ามไว้ เหมือนนักโทษ ที่สำคัญคือ ผู้ชายคนนี้ไม่มีหัว บางทีก็ได้ยินเสียงร้องไห้อย่างโหยหวน เสียงคนทุบของหนักๆ อีกหลายเสียงที่ร่ำลือกันในบริเวณหอพัก แต่สำหรับตัวดิฉันก็ฟังเพื่อความสนุก บางทีก็ขนลุกไปกับเรื่องราวที่ได้ยินมาเท่านั้น แต่ไม่เคยเจอด้วยตัวเองสักที
จนมีอยู่วันหนึ่งจำจนถึงทุกวันนี้... ช่วงนั้นประมาณเดือนธันวาคมช่วงฤดูหนาวตอนเย็นเวลาประมาณ 6 โมงกว่าๆ หลังจากทำธุระส่วนตัวที่บ้านเสร็จ รู้สึกว่าไม่อยากอยู่บ้าน อยากจะแวะไปคุยกับเพื่อนที่พักหอพักที่นั่น ซึ่งสมัยนั้นโทรศัพท์มือถือหรืออินเตอร์เน็ตยังไม่มี จะทำได้ก็แค่ขี่มอเตอร์ไซด์ไปหากัน ในวันนั้นพอไปถึงหน้าหอพักบริเวณป้อมยาม ซึ่งตามปกติก่อนเข้าไปในเขตหอพัก คนภายนอกจะต้องผ่านยามเพื่อตรวจเช็คและสอบถามก่อนว่าต้องการจะพบใคร จึงจะสามารถเข้าไปได้ แต่ในวันนั้นพอไปถึงยามที่คอยดูแลอยู่ กลับไม่สอบถามอะไรดิฉันเลย กลับทำเฉยมาก ซึ่งตัวดิฉันก็คิดว่าดีจัง ไม่ต้องพูดมาก เลยรีบนำรถเข้าไปจอดที่ด้านข้างหอพัก แต่พอจอดรถเสร็จดิฉันรู้สึกได้กลิ่นเหม็นมาก กลิ่นมันสะดุดโสตประสาทฉันเหลือเกิน ในตอนแรกก็คิดว่าอาจจะเป็นสัตว์อะไรตายสักอย่าง กลิ่นมันเริ่มรุนแรงมากขึ้นจนทำให้ฉันต้องรีบเดินหนีไป
เมื่อเดินถึงประตูหอพัก ก่อนเข้าประตูดิฉันก็มองขึ้นไปที่ชั้นบน เพราะจะมองหาเพื่อน ซึ่งสิ่งที่มองเห็นบนชั้นบนก็คือ เห็นคนเดินไปมาที่ระเบียงเหมือนทุกครั้งที่มา ดิฉันจึงเดินผ่านเข้าประตูและเดินขึ้นไปชั้นบนอย่างไม่คิดอะไร แต่พอเดินขึ้นไปที่ชั้นบนปรากฏว่าทั้งชั้นว่างเปล่า ไม่มีใครเลย ในตอนแรกไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าคนคงเดินเข้าไปในห้องพักกันแล้ว ดิฉันจึงเดินไปเคาะประตูห้องพักและเรียกชื่อเพื่อน ซึ่งห้องพักที่ว่านั้นเป็นห้องนอนรวม ดิฉันเคาะและเรียกชื่อเพื่อนอยู่นานพอสมควร แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ จึงเปิดประตูและเดินเข้าไปในห้องนั้น เดินไปจนสุดห้องและรวมทั้งในห้องน้ำ ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่สักคน คราวนี้ก็เริ่มที่สงสัยว่าพวกคนที่เราเห็นเมื่อกี้หายไปไหน จึงเดินออกไปด้านนอกห้องเพื่อมาดูอีกครั้ง
แต่ในขณะที่ออกมายืนอยู่นอกห้องนั้น ดิฉันก็ได้ยินเสียงดังก๊อกแก๊กๆ ดังมาจากห้องพักอีกห้องหนึ่งที่อยู่ข้างๆ กัน ดิฉันก็เลยเคาะห้องที่มีเสียงดังนั้น เพื่อจะสอบถามถึงเพื่อน ปรากฏว่าเคาะเท่าไหร่ก็ไม่มีคนตอบอีก จึงลองเปิดประตูดูอีกครั้ง ปรากฏคราวนี้เปิดไม่ได้เหมือนว่าห้องนั้นถูกล็อค พอจะหันหลังกลับคราวนี้เสียงที่ดังก๊อกแก๊กนั้นมันเริ่มย้ายจากห้องข้างๆ ไปดังที่ห้องพักของเพื่อนดิฉันแทน และจมูกของดิฉันเริ่มได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยขึ้นมาอีก คราวนี้ดิฉันเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี จึงคิดจะถอยหลังออกมาจากหน้าประตู ความรู้สึกในตอนนั้นคือมันเย็นวูบไปทั้งตัว ขาทั้งสองข้างเหมือนถูกตรึงไว้ จะขยับก็ขยับไม่ได้ เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่รู้จักคำว่า “ก้าวขาไม่ออก” จะขยับตัวก็ทำไม่ได้เลย รู้สึกกลัวมาก โดยความกลัวครั้งนี้มันแปลกเหมือนกับว่าเราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ดิฉันได้เพียงแต่นึกถึงคุณแม่ของดิฉันที่เสียไปแล้ว และนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ หลับตาและสูดลมหายใจพร้อมกับสวดมนต์เท่าที่จะทำได้ พอมีสติดิฉันก็ตะโกนคำว่า “แม่ๆ” ออกมาดังๆ หลายครั้ง จนสามารถขยับตัวได้ จึงรีบวิ่งโกยอ้าวออกจากหอพักทันที
พอออกมาจากหอพัก ดิฉันก็พบกับยามที่ยืนด้านนอก ยามก็ถามดิฉันว่าเข้าไปทำไม และเข้ามาที่นี่ตอนไหน ทำไมไม่แจ้งว่าเข้ามา ดิฉันก็รู้สึกงงและยังไม่หายตื่นเต้นกับเรื่องที่เพิ่งพบ แต่ก็เล่าให้ยามฟังว่า ตอนที่เข้าไปก็เห็นยาม แต่ยามก็ไม่เห็นจะว่าอะไร จึงเดินเข้าไปหาเพื่อน พอยามได้ยินคำตอบ เขาถึงกับเงียบไปและบอกกับดิฉันว่า วันนี้ไม่มีใครอยู่ที่หอพักสักคน เพราะเขาไปโบสถ์กันหมด แล้วหอพักก็ล็อกกุญแจด้วย เพื่อนไม่ได้บอกหรือไง ดิฉันถึงกับช็อคและคิดว่าเจอดีซะแล้ว เลยไม่รู้จะทำอย่างไร จึงรีบขี่มอเตอร์ไซด์ออกไป โดยไม่กล้าหันขึ้นไปมองบนหอพักอีก
รุ่งเช้าอีกวันเมื่อไปเรียน ดิฉันเล่าเรื่องที่เจอให้เพื่อนคนที่จะไปหาฟัง เพื่อนดิฉันตกใจมาก เธอเล่าว่าก่อนหน้านี้ก็มีเพื่อนที่พักด้วยกันเจอ และมีพวกรุ่นพี่นักศึกษาที่อยู่เดิมเล่าว่า เคยมีนักศึกษาผูกคอตายที่ชั้นบน ซึ่งบางปีเมื่อครบรอบวันตาย ก็มักจะมีคนเจอวิญญาณของนักศึกษาคนนั้น หรือไม่ก็เจอสิ่งแปลกๆ เช่นกลิ่นธูป หรือ เสียงร้องไห้ตอนดึกๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หากดิฉันจะไปหาเพื่อนคนนี้อีก ดิฉันจะไม่กล้าเข้าไปในเขตหอพักอีกเลย ส่วนใหญ่จะนัดกันออกมาข้างนอกมากกว่า
ประสบการณ์ในครั้งนั้นถึงแม้จะผ่านมานานกว่า 10 ปี แต่ดิฉันจะไม่มีวันลืมมันแน่นอน...
ไข้หวัด2009
สำหรับวิธีการติดต่อและวิธีการป้องกันโรค จะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ธรรมดา กระทรวงสาธารณสุข จึงขอให้คำแนะนำในการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) ดังต่อไปนี้
คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป
1. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ
2. ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับผู้อื่น
3. ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด
4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มน้ำมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
5. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานาน โดยไม่จำเป็น
6. ติดตามคำแนะนำอื่นๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด
นำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดหรือไข้หวัดใหคำแนะ
1. หากมีอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูง ไม่ซึม และรับประทานอาหารได้ สามารถรักษาตามอาการด้วยตนเองที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ควรใช้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ
2. ควรหยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติ และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
3. สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องอยู่กับผู้อื่น หรือใช้กระดาษทิชชู ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จาม
4. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ โดยเฉพาะหลังการไอ จาม
5. หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย์
คำแนะนำสำหรับสถานศึกษา
1. แนะนำให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ พักรักษาตัวที่บ้านหรือหอพัก หากมีอาการป่วยรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์
2. ตรวจสอบจำนวนนักเรียนที่ขาดเรียนในแต่ละวัน หากพบขาดเรียนผิดปกติ หรือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกัน และสงสัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อสอบสวนและควบคุมโรค
3. แนะนำให้นักเรียนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เฝ้าสังเกตอาการของตนเองเป็นเวลา 7 วัน ถ้ามีอาการป่วยให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน
4. หากสถานศึกษาสามารถให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ทุกคนหยุดเรียนได้ ก็จะป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้ดี และไม่จำเป็นต้องปิดสถานศึกษา แต่หากจะพิจารณาปิดสถานศึกษา ควรหารือร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่
5. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องใช้ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะเรียน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 - 2 ครั้ง จัดให้มีอ่างล้างมือ น้ำและสบู่อย่างเพียงพอ ในบางวันควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง
กุหลาบ
x
x
กุหลาบ
เป็นดอกไม้ที่นิยมปลูกไว้ชื่นชมมาแต่โบราณ ประมาณกันว่ากุหลาบเกิดขึ้นเมื่อกว่า 70 ล้านปีมาแล้ว เคยมีการค้นพบฟอสซิลของกุหลาบใน รัฐโคโลราโด และ รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้พิสูจน์ว่ากุหลาบป่าเป็นพืชที่มีอายุถึง 40 ล้านปี แต่กุหลาบป่าสมัยโลกล้านปีนี้ มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกุหลาบสมัยนี้ เนื่องจากมนุษย์ได้นำเอากุหลาบป่ามาปลูกและผสมพันธุ์ ขยายพันธุ์เป็นพันธุ์ต่างๆ มากมาย
ความจริงแล้วกำเนิดของกุหลาบหรือกุหลาบป่านี้มีเฉพาะในแถบบริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรของโลกเท่านั้น คือกำเนิดในภาคกลางของทวีปเอเชีย แล้วแพร่ขยายพันธุ์ไปตลอดซีกโลกเหนือ ไม่ว่าจะเป็นแถบที่มีอากาศหนาวจัดอย่าง อาร์กติก อลาสก้า ไซบีเรีย หรือแถบอากาศร้อนอย่าง อินเดีย แอฟริกาเหนือ แต่ในบริเวณแถบใต้เส้นศูนย์สูตรอย่างทวีปออสเตรเลีย หรือเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรรวมทั้งแอฟริกาใต้ ไม่เคยมีปรากฏว่ามีกุหลาบป่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเลย
ตามประวัติศาสตร์เล่าว่า กุหลาบป่าถูกนำมาปลูกไว้ในพระราชวังของจักรพรรดิจีน ในสมัยราชวงศ์ฮั่นราว 5,000 ปีมาแล้ว ขณะที่อียิปต์เองก็ปลูกกุหลาบเป็นไม้ดอก ส่งไปขายให้แก่ชาวโรมัน ชาวโรมันเป็นชาติที่รักดอกกุหลาบมากถึงจะสั่งซื้อจากประเทศอียิปต์แล้ว ยังลงทุนสร้างเนอร์สเซอรี่ขนาดใหญ่สำหรับปลูกดอกกุหลาบอีกด้วย สำหรับชาวโรมันแล้วเรียกได้ว่าดอกกุหลาบมีความสำคัญกับชีวิตประจำวัน เพราะชาวโรมันถือว่าดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ซึ่งเป็นทั้งของขวัญ เป็นดอกไม้สำหรับทำเป็นมาลัยต้อนรับแขก เป็นดอกไม้สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำขนม ทำไวน์ ส่วนน้ำมันกุหลาบยังใช้ทำเป็นยาได้อีกด้วย
กุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความโรแมนติก ซึ่งมีบางตำนานเล่าว่า ดอกกุหลาบเป็นเสมือนเครื่องหมายแทนการกำเนิดของ เทพธิดาวีนัส ซึ่งเป็นเทพแห่งความงาม และความรัก วีนัสเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อโฟรไดท์ ในตำนานเทพของกรีกได้กล่าวไว้ว่า น้ำตาของเธอหยดลงปะปนกับเลือดของ อคอนิส คนรักของเธอที่ถูกหมูป่าฆ่า เลือดและน้ำตาหยดลงสู่พื้นแล้วกลายเป็นดอกไม้สีแดงเข้มหรือดอกกุหลาบนั่นเอง แต่บางตำนานก็เล่าว่าดอกกุหลาบเกิดจากเลือดของ อโฟรไดท์ เองที่หยดลงสู่พื้น เมื่อเธอแทงตัวเองด้วยหนามแหลม
บางตำนานกล่าวว่ากุหลาบเกิดจากการชุมนุมของบรรดาทวยเทพ เพื่อประทานชีวิตใหม่ให้กับนางกินรีนางหนึ่ง ซึ่งเทพธิดาแห่งบุปผาชาติ หรือ คลอริส บังเอิญไปพบนางนอนสิ้นชีพอยู่ ในตำนานนี้กล่าวว่า อโฟรไดท์ เป็นเทพผู้ประทานความงามให้ มีเทพอีกสามองค์ประทานความสดใส เสน่ห์ และความน่าอภิรมย์ และมี เซไฟรัส ซึ่งเป็นลมตะวันตกได้ช่วยพัดกลุ่มเมฆ เพื่อเปิดฟ้าให้กับแสงของเทพ อพอลโล หรือแสงอาทิตย์ส่องลงมาเพื่อประทานพรอมตะ จากนั้น ไดโอนีเซียส เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่นก็ประทานน้ำอมฤต และกลิ่นหอม เมื่อสร้างบุปผาชาติดอกใหม่นี้ขึ้นมาได้แล้ว เทพทั้งหลายก็เรียกดอกไม้ซึ่งมีกลิ่นหอมและทรงเสน่ห์นี้ว่า Rosa จากนั้น เทพธิดาคลอริส ก็รวบรวมหยดน้ำค้างมาประดับเป็นมงกุฎ เพื่อมอบให้ดอกไม้นี้เป็นราชินีแห่งบุปผาชาติทั้งมวล จากนั้นก็ประทานดอกกุหลาบให้กับเทพ อีโรส ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก กุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรัก แล้วเทพ อีโรส ก็ประทานกุหลาบนี้ให้แก่ ฮาร์โพเครติส ซึ่งเป็นเทพแห่งความเงียบ เพื่อที่จะเก็บซ่อนความอ่อนแอของทวยเทพทั้งหลาย ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเงียบและความเร้นลับอีกอย่างหนึ่ง
กุหลาบกลายเป็นของขวัญ ของกำนัลสำหรับการแสดงความรัก และมักจะมีผู้เปรียบเทียบความงามของผู้หญิงเป็นเสมือนดอกกุหลาบ และผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ได้รับสมญาว่าเป็นผู้หญิงงามเสมือนดอกกุหลาบคือ พระนางคลีโอพัตรา ซึ่งพระนางยังได้เคยต้อนรับ มาร์ค แอนโทนี คนรักของพระนาง ในห้องซึ่งโรยด้วยดอกกุหลาบหนาถึง 18 นิ้ว หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นกุหหลาบ
ความรัก
เคยมีใคร ถามคุณไหมว่า"ความรักคืออะไร"
คิดว่าวันนี้มีคำตอบให้คุณแล้วล่ะ
คำที่ใช้แทนคำว่า "ความรัก" ได้ดีที่สุด
น่าจะเป็นคำว่า "ใส่ใจ"
หากคุณคิดที่จะบอกรัก
หรือรู้สึกว่าตัวเองเริ่มที่จะรักใครซักคน
ลองถามตัวเองดูว่า คุณใส่ใจเค้ามากน้อยแค่ไหน?
ลองถามตัวเองดูว่า คุณใส่ใจเค้ามากน้อยแค่ไหน?
ความใส่ใจ ไม่ใช่ ความเอาใจ
หากคนรักของคุณจำได้ขึ้นใจว่า
คุณเคยพูดอะไร หรืออยากได้อะไร
แล้วเค้าหาซื้อของชิ้นนั้นให้
ไม่ใช่สักแต่ว่าซื้อซื้อซื้อของเยอะแยะมากมาย เพื่อเอาใจ...
นั่นแหละถึงเรียกว่า ความใส่ใจ
ความใส่ใจ ไม่ใช่ ความหึงหวง
หากคนรักของคุณโทรหาคุณทุกคืน
ถามว่ากลับถึงบ้านหรือยัง
เพียงเพราะเค้าเป็นห่วง
ไม่ต้องการให้คุณได้รับอันตรายในยามดึก
ไม่ใช่กลัวว่าคุณจะไปกับคนอื่น...
นั่นแหละเรียกว่าความใส่ใจ
ความใส่ใจ ไม่ใช่ ความมีน้ำใจอย่างเดียว
หากแต่มีความถนอมน้ำใจด้วย
หากคนรักของคุณพูดอะไร หรือทำอะไร
เพื่อคุณซักอย่างด้วยความตั้งใจ
แต่คุณกลับไม่ชอบมัน
คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูดอะไรออกไป
ใส่ใจในความรู้สึกของเค้าด้วย
หากคุณทะเลาะกับคนรัก
แต่แล้ววันรุ่งขึ้น
คนรักของคุณยังโทรมา
แสดงความเป็นห่วงในเรื่องต่างๆ เหมือนทุกๆวัน
ทั้งๆที่ยังไม่หายโกรธ...
นั่นแหละเรียกว่าความใส่ใจ
หากคนรักของคุณยอมสละเวลาทำบางสิ่ง
เอาไว้ทีหลัง เพียงเพื่อช่วยทำในสิ่งที่คุณขอ
นั่นแหละเรียกว่า ความใส่ใจ
คนเราบางครั้งก็ต้องการมีใครซักคนคอยใส่ใจเราบ้าง
หากคุณต้องปฏิบัติภาระกิจสำคัญ
ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเรียน หรือเรื่องอื่น ๆ
มันจะรู้สึกดีเอามากๆ ถ้าคนรักของคุณจำได้
และโทรมาบอกว่า ตั้งใจนะ
"โชคดีนะ" "พยายามนะ ชั้นจะคอยเป็นกำลังใจให้ "
หากคุณต้องเดินทางไกล
มันจะรู้สึกดีเอามากๆ
ถ้าคนรักของคุณโทรมาถามว่า "ถึงหรือยัง"
"ปลอดภัยดีไหม" "เหนื่อยไหม"
มันจะรู้สึกดีเอามากๆ
ถ้าคนรักของคุณโทรมาบอกว่า "ขับรถดีๆนะ"
หากคุณป่วยเป็นไข้ ไม่สบาย
มันจะรู้สึกดีเอามากๆถ้าคนรักของคุณโทรมาเตือนให้คุณกินยา
และพักผ่อนมากๆ
และมันจะรู้สึกดีมาก ๆ
ถ้าคนรักของคุณจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ของคุณ
หรือแม้กระทั่งคนรอบข้างของคุณได้
นั่นเป็นเพราะเค้าใส่ใจในคำพูดและการกระทำของคุณ
ความใส่ใจ กับ ความเกรงใจ คล้ายกันในหลายๆด้าน
คุณอาจคิดว่า ยิ่งคบกันสนิทสนมกันมากเท่าไหร่
ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจกันให้มากเหมือนคนที่เพิ่งเริ่มรู้จักกัน
แต่ผมกลับไม่คิดอย่างนั้น
ยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่
ต้องยิ่งเกรงใจซึ่งกันและกัน
ความเกรงใจเป็นสิ่งดี
และเป็นบ่อเกิดของความสัมพันธ์อันยั่งยืน
คุณเห็นไหมล่ะว่า
ไม่ยากเลยที่จะแสดงความใส่ใจต่อใครซักคน
เพียงแต่วันนี้ คุณใส่ใจคนรักของคุณแล้วหรือยัง?????
วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ผลไม้
ผลไม้
ผลไม้ = ผล + ไม้
คำนี้จึงสามารถอธิบายได้ว่า สิ่งที่เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตจำพวกพืช โดยลักษณะรวมๆ จะมีรูปทรงคล้ายทรงกลมหรือทรงรี ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันบ้างตามสายพันธุ์ โดยปกติผลไม้จะต้องมีเปลือกหรือมีสิ่งที่ห่อหุ้มเนื้อที่อยู่ข้างใน ซึ่งมักจะถูกนำไปรับประทานโดยมนุษย์หรือสัตว์
ในส่วนของการเจริญเติบโต สามารถขยายพันธุ์ได้โดยดอก เมล็ด หรือ อื่นๆ ซึ่งผลไม้ที่ออกมานี้ตอนแรกจะมีขนาดเล็กและมักจะไม่ค่อยถูกนำมารับประทานโดยมนุษย์ แต่เมื่อเติบโตจนสุกงอม จะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิม คือ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอม และรสหวาน เป็นต้น จนสามารถนำมารับประทานหรือประกอบอาหาร ส่วนมากมักจะเป็นอาหารหวาน
ถ้าผลไม้สุกงอมเต็มที่จะมีลักษณะที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้น้อยลง เช่น เน่าเสีย บูด ขึ้นรา เป็นต้น และจะหลุดร่วงจากต้นลงสู่พื้นดินหรือพื้นน้ำ กลายเป็นอาหารให้แก่ห่วงโซ่อาหารลำดับถัดไป เช่น แบคทีเรีย จุรินทรีย์ จนกลายเป็นอินทรียธาตุหรืออนินทรียธาตุ หมุนเวียนเป็นวัฏจักรต่อไป
การที่จะบอกได้ว่าเป็นผลไม้อะไรนั้น จำเป็นต้องมีสิ่งบ่งชี้อื่นๆ ประกอบหลายอย่าง เช่น เปลือกมีลักษณะเป็นหนามและแข็ง เนื้อข้างในสีเหลือง หมายถึง ทุเรียน เป็นต้น
[แก้] ผลไม้ในความหมายพฤกษศาสตร์กับผลไม้ในความหมายทั่วไปผลไม้ในความหมายทั่วไป หมายถึง ผลไม้ที่สามารถรับประทาน โดยไม่ต้องนำไปปรุงในครัวก่อนแต่มีรสชาติที่ดี ซึ่งอาจจะต้องปอกเปลือกก่อนรับประทาน ดังนั้นอาหารหลายชนิดจึงเป็นผลไม้ในเชิงพฤกศาสตร์แต่กลับถูกจัดว่าเป็นผักในเชิงการทำครัว. อันได้แก่ผลของพืชจำพวกฟัก (เช่น ฟักทอง แฟง และ แตงกวา), มะเขือเทศ, ถั่วลันเตา, ถั่วฝักยาว, ข้าวโพด, พริกหยวก, เครื่องเทศ.[1]
ผลไม้ = ผล + ไม้
คำนี้จึงสามารถอธิบายได้ว่า สิ่งที่เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตจำพวกพืช โดยลักษณะรวมๆ จะมีรูปทรงคล้ายทรงกลมหรือทรงรี ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันบ้างตามสายพันธุ์ โดยปกติผลไม้จะต้องมีเปลือกหรือมีสิ่งที่ห่อหุ้มเนื้อที่อยู่ข้างใน ซึ่งมักจะถูกนำไปรับประทานโดยมนุษย์หรือสัตว์
ในส่วนของการเจริญเติบโต สามารถขยายพันธุ์ได้โดยดอก เมล็ด หรือ อื่นๆ ซึ่งผลไม้ที่ออกมานี้ตอนแรกจะมีขนาดเล็กและมักจะไม่ค่อยถูกนำมารับประทานโดยมนุษย์ แต่เมื่อเติบโตจนสุกงอม จะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิม คือ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอม และรสหวาน เป็นต้น จนสามารถนำมารับประทานหรือประกอบอาหาร ส่วนมากมักจะเป็นอาหารหวาน
ถ้าผลไม้สุกงอมเต็มที่จะมีลักษณะที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้น้อยลง เช่น เน่าเสีย บูด ขึ้นรา เป็นต้น และจะหลุดร่วงจากต้นลงสู่พื้นดินหรือพื้นน้ำ กลายเป็นอาหารให้แก่ห่วงโซ่อาหารลำดับถัดไป เช่น แบคทีเรีย จุรินทรีย์ จนกลายเป็นอินทรียธาตุหรืออนินทรียธาตุ หมุนเวียนเป็นวัฏจักรต่อไป
การที่จะบอกได้ว่าเป็นผลไม้อะไรนั้น จำเป็นต้องมีสิ่งบ่งชี้อื่นๆ ประกอบหลายอย่าง เช่น เปลือกมีลักษณะเป็นหนามและแข็ง เนื้อข้างในสีเหลือง หมายถึง ทุเรียน เป็นต้น
[แก้] ผลไม้ในความหมายพฤกษศาสตร์กับผลไม้ในความหมายทั่วไปผลไม้ในความหมายทั่วไป หมายถึง ผลไม้ที่สามารถรับประทาน โดยไม่ต้องนำไปปรุงในครัวก่อนแต่มีรสชาติที่ดี ซึ่งอาจจะต้องปอกเปลือกก่อนรับประทาน ดังนั้นอาหารหลายชนิดจึงเป็นผลไม้ในเชิงพฤกศาสตร์แต่กลับถูกจัดว่าเป็นผักในเชิงการทำครัว. อันได้แก่ผลของพืชจำพวกฟัก (เช่น ฟักทอง แฟง และ แตงกวา), มะเขือเทศ, ถั่วลันเตา, ถั่วฝักยาว, ข้าวโพด, พริกหยวก, เครื่องเทศ.[1]
ตุ๊กตาผี
ตุ๊กตาผี
เด็กผู้หญิงกับตุ๊กตาเป็นของคู่กันใช่ไหมคะ? ตั้งแต่สมัยโบราณที่มีตุ๊กตาดินเผารูปต่างๆ จนสมัยต่อมามีตุ๊กตาพลาสติกทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ ใส่เสื้อผ้าเป็นผู้หญิงผู้ชายดูคล้ายคน กระทั่งมาถึงตุ๊กตาบาร์บี้สำหรับเด็กผู้หญิง และตุ๊กตาจีไอโจสำหรับเด็กผู้ชาย
แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีตุ๊กตาตัวละเป็นพันๆ บาท ทั้งทหารและหุ่นยนต์ ในกล่องมีอุปกรณ์ครบครัน ทั้งเครื่องแต่งตัวและอาวุธ เด็กวัยรุ่นนิยมแพร่หลาย ขนาดซื้อขายกันในอินเตอร์เน็ตมาหลายปีแล้ว
สมัยเด็กๆ ดิฉันอยู่แถวสถานีรถไฟบางซื่อ บริเวณที่เรียกกันว่า "หัวรถจักร" มีบ้านเล็กๆ หลายสิบหลังคาเรือน ส่วนมากทำงานรถไฟ ค้าขายและรับจ้างทั่วไป บางคนก็ไปทำงานโรงทอผ้าบางซ่อน โดยขึ้นไปเดินตามทางรถไฟจนถึงโรงงาน
พวกเด็กๆ ก็เล่นกันอยู่แถวใกล้ๆ บ้าน มีทั้งพงหญ้า คูเล็กๆ ตอนเช้ามีคนลงไปเก็บผักบุ้งผักกระเฉด บ้างก็งมหอยขม บางคนก็สอยดอกแค เด็ดยอดกระถิน เก็บดอกโสน เอาไปกินไปขายที่ตลาดสะพานสูง
เด็กผู้ชายจะเล่นไล่จับ ทอยกอง ซ่อนหา ส่วนเด็กผู้หญิงจะเล่นตบแผละบ้าง เล่นอีตัก หรือมอญซ่อนผ้า แบ่งกลุ่มกันเป็นรุ่นเล็กกับรุ่นโตด้วยค่ะ
ดิฉันรุ่นเล็กราว 6-7 ขวบ ส่วนมากจะเล่นตุ๊กตากันแทบทุกคน!
ตุ๊กตากตาผ้าก็มี ตุ๊กตาพลาสติกก็มี เป็นเด็กผู้หญิงยิ้มแป้น แก้มยุ้ย ตาโต มักจะเก่าๆ ขาดๆ เพราะเล่นมานาน จากพี่ถึงน้องก็มี เขาเล่นจนเบื่อแล้ว หรือได้ตัวใหม่ก็ทิ้งตัวเก่า พ่อแม่เก็บได้จากข้างถนนเลยหยิบมาฝากลูกก็มี
ถึงจะเก่าขาด ซีดจาง ปากแหว่ง หูวิ่น ขาหลุดแขนขาด แต่ตุ๊กตาของใครก็แสนสวยเหมือนนางฟ้าสำหรับคนนั้นเสมอ ทั้งรักทั้งหวง อุ้มติดมือตลอด ขนาดจะนอนก็เอาไปนอนกอดด้วย
เราชอบเล่นติ๊งต่างอยู่แล้ว...ติ๊งต่างว่าตุ๊กตาเป็นเพื่อนหรือเป็นน้องไงคะ!
ตอนเย็นๆ เราก็อุ้มตุ๊กตามาเดินอวดกันแทบทุกวัน โดยเฉพาะกลุ่มดิฉันมีเพื่อนสนิทสองคนชื่อเกสรกับน้ำค้าง...เราเป็นลูกคนสุดท้องเหมือนกันทั้งสามคน
เกสรเล่าว่าก่อนนอนจะบอกตุ๊กตาว่า...ติ๊งต่างเธอเป็นน้องนะ! คืนนี้พี่จะกอดน้องแล้วเล่านิทานให้ฟังจนหลับไปเลย แต่บางคืนง่วงนอนมากๆ หนังตาใกล้จะปิดก็จะได้ยิน "น้อง" เล่านิทานให้ฟัง
มีเจ้าหญิงแสนสวย พบเจ้าชายรูปหล่อ แม่มดใจร้าย หรือแม่เลี้ยงใจยักษ์ใจมารจ้องข่มเหงรังแก แต่เพราะเป็นนางเอกจึงต้องมีนางฟ้าใจดีมาช่วย ได้ครองรักกับเจ้าชายในตอนจบ
ดิฉันกับน้ำค้างจะหัวเราะคิกคักชอบใจ แย่งกันเล่าว่าน้องของเราก็เก่งไม่แพ้กันเท่าไหร่หรอกค่ะ
น้ำค้างเล่าว่า พอพ่อแม่หลับแล้ว ตุ๊กตาหรือน้องสาวของเธอจะลุกขึ้นมาเต้นระบำอย่างสนุกสนาน หัวเราะคิกคักไปด้วยน่าเพลิดเพลิน และจะลงเอ่ยด้วยการกอดกันหลับผาสุก ฝันดีทุกๆ คืน...รุ่งเช้า น้องสาวของเธอจะปลุกให้ตื่น รีบอาบน้ำกินข้าวแต่งตัวไปโรงเรียน ก่อนกลับเป็นตุ๊กตายิ้มแป้นแก้มยิ้ย นั่งกางแขนกางขาอยู่ที่หัวนอนตามเดิม!
ดิฉันอดไม่ได้ก็เล่าอวดบ้าง ว่าน้องสาวจะขอให้ดิฉันล้างหน้า ทาแป้ง หวีผมแล้วเปลี่ยนเสื้อกระโปรงชุดใหม่ทุกคืน เวลาจะเล่านิทานก็ชอบปีนขึ้นมานั่งเล่าบนอกดิฉันทุกครั้ง บางคืนง่วงมากๆ ก็ฟุบหน้าลงมาหลับกับอกเลย
ตอนเช้าแม่ยังเคยถามว่าคุยกับใครคนเดียว...แม่ไม่รู้หรอกว่าเราเล่านิทานแสนสนุกสู่กันฟัง!
เมื่อใครเล่าจบก็จะชูตุ๊กตาของตัวขึ้นอวด หรือเอียงแก้มแนบกับสิ่งที่ติ๊งต่างว่าเป็นน้อง พูดเองเออเอง...แต่คนอื่นๆ มองดูก็เห็นเป็นเพียงตุ๊กตาเก่าๆ ขาดๆ สีซีดจางเท่านั้นเอง
วันหนึ่ง เราออกไปเล่นกันที่ริมคูน้ำ มีต้นก้ามปูแผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่น เด็กผู้ชายก็วิ่งไล่จับกันเกรียวกราวไปแถวรางรถไฟ ดิฉันกับน้ำค้างอุ้มตุ๊กตาแนบอกมาตามเคย แต่เกสรยกมือสองข้างขึ้นพลิกไปมา ถาม
ว่า...ใครรู้มั่ง น้องสาวฉันหายไปไหน?
เราส่ายหน้า เกสรทำเป็นรีๆ รอๆ อมยิ้ม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นชี้มือไปที่ต้นก้ามปู บอกว่าน้องสาวฉันนั่งอยู่บนกิ่งนั้นไงล่ะ! แต่เรามองตามกลับไม่เห็นอะไร เกสรก็ชี้นิ้วเร่าๆ ร้องว่า...ใส่เสื้อกระโปรงแดงแจ๋ไม่เห็นเหรอ?
น้ำค้างสั่นหน้า...ตุ๊กตาอะไรขึ้นต้นไม้ได้ มีแต่ผีน่ะซี!!
แทบไม่ขาดคำ อะไรบางอย่างก็ลอยละลิ่วลงมา...ตุ๊กตาในชุดแดงของเกสรนั่นเอง...มันลอยคว้างอยู่ตรงหน้าเรา แผดเสียงว่านี่แน่ะผี! หมุนช้าลงจนเห็นใบหน้าเป็นหัวกะโหลกตาโบ๋ จนเราขำกลิ้งกันทั้งคู่ น้ำค้างถามว่าได้ตุ๊กตาตัวใหม่มาเหรอ? แหม! นึกว่าผีหลอกซะอีกแน่ะ!
ร่างเล็กๆ ในชุดแดงลอยวืดขึ้นไปบนกิ่งไม้ ตุ๊กตาผ้าชุดสีชมพูของน้ำค้างก็ร้องวี้ดๆ ก่อนจะปลิวหวือตามขึ้นไปติดๆ เจ้าของตบมือกันใหญ่ แหงนหน้าร้องตะโกนให้น้องของตัวสู้ตาย อย่ายอมแพ้
เล่นติ๊งต่างอะไรก็ไม่รู้ค่ะ น่าขนหัวลุกออกจะตายไปแล้ว
ใกล้ค่ำ ดิฉันอุ้มตุ๊กตากลับบ้าน อาบน้ำกินข้าวแล้วเข้ามุ้งนอน...หันไปกอดน้องสาวที่แสนรักไว้พลางปลอบโยนว่า อย่ากลัวนะจ๊ะ น้องรัก...เราเล่นติ๊งต่างกันแค่นั้นเอง!
ตุ๊กตาในชุดเหลืองก็ปีนขึ้นมาบนอกตามเคย พึมพำเสียงสั่นเครือ
ว่า...หนูกลัวจริงๆ สองตัวนั่นน่ะเป็นตุ๊กตาผีแน่ๆ เลย...ก่อนจะซบหน้าลงมาสะอึกสะอื้นจนดิฉันต้องกอดและปลอบโยนจนกระทั่งหลับผล็อยไปด้วยกัน...แล้วฝันร้ายถึงตุ๊กตาผีด้วยค่ะ
ที่มา : คอลัมน์ ขนหัวลุก
ใบหนาด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
.jpg)





