วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เทียนเจล




  วัสดุอุปกรณ์

  • ภาชนะสำหรับต้มเพื่อให้เจลหลอมเหลว เช่น หม้อ หรือ กะทะแบบมีด้ามจับ ฯลฯ

  • เตา เป็นเตาปิกนิคก็ได้ หรือเตาไฟฟ้าจะดีกว่าเพราะสามารถคุมอุณหภูมิได้

  • แก้วใสแบบสวยๆหรือแบบแปลกๆ จานรองแก้ว ชามแก้วแล้วแต่ว่าจะทำให้เหมือนอะไร เช่น จะทำเครื่องดื่มก็ใช้แก้วใสธรรมดา ถ้าจะทำไอศครีมก็เลือกใช้แก้วใส่ไอศครีมจะมีลักษณะเป็นแก้วหนาวงรี เป็นต้น

  • สารภี ช้อน ส้อม

  • มีด ใช้ตกแต่งผิวงานให้เรียบร้อย

  • กรรไกร

  • พิมพ์ขนมแบบต่างๆ

  • (อุปกรณ์ตกแต่ง แล้วแต่จะสรรหาตามสไตล์ของคุณ แต่ควรเป็นของที่ไม่ติดไฟ )

        วิธีทำโดยย่อ

  • ล้างแก้วที่ต้องการทำชิ้นงานให้สะอาด เช็ดให้แห้งสนิท

  • ติดไส้เทียนกับแก้วโดยกาว รอสักพักให้กาวแห้ ง

  • จัดแต่งสิ่งของที่ต้องการตกแต่งภายในแก้ว ตามแบบที่คุณต้องการ

  • นำเจลมาต้มในภาชนะที่เตรียมไว้ โดยใช้ไฟอ่อน รอจนเนื้อเจล หลอมละลายจนเหลว เบาไฟให้อ่อนที่สุด
    หาก ต้องหากต้องการเพิ่มสีสันให้กับเจล นำสีที่ต้องการใส่ผสมลงในเนื้อเจล ( ควรสกิดผงสีใส่ไปทีละน้อยๆ มิฉะนั้นสีจะเข้มมาก )

  • ใช้ทัพพีหรือช้อนโคนให้ทั่ว แล้วปิดไฟเตา

  • จากนั้นนำน้ำหอมที่ต้องการใส่ลงในเนื้อเจล แล้วโคนให้ทั่ว ( ไม่ควรใส่น้ำหอมเกินกว่า 3% เพราะน้ำหอมมี คุณสมบัติติดไฟ ถ้าใส่มากเกินไฟอาจลุกบนเนื้อเจลได้ )

  • เทเนื้อเจลที่เหลวลงในแก้วหรือภาชนะที่ได้จัดเตรียมไว้อย่างระมัดระวัง

  • หากต้องการใส่สิ่งของแต่งเพิ่มรอประมาณ 2-5 นาที ไม่ควรใช้วัสดุที่ติดไฟได้ใส่ลงไป

  • รอให้เนื้อเทียนเจลเย็นตัวลง เป็นอันเรียบร้อย
       วิธีทำเทียนเจลรูปเบียร์เย็นๆมีฟอง

        1. เตรียมแก้วเบียร์ใส 1 ใบ แบบไหนก็ได้ที่คอเบียร์ชอบละครับ ปกติก็จะเป็นแบบมีหูจับ ทำความสะอาดรอไว้
        2. นำเจลใส่หม้อหรือกาละมังขึ้นตั้งไฟให้ละลาย ให้ใช้ไฟอ่อน
        3. เมื่อละลายแล้วนำสีเหลืองค่อยๆเติมลงไปพร้อมกับคนให้ทั่ว ดูสีให้เหมือนกับสีของเบียร์จริงๆ
        4. จากนั้นนี้ก็เติมน้ำหอมกลิ่นที่ชอบลงไป ให้ใส่แต่ทีละน้อยๆอย่าใส่มากเพราะถ้ามากไปเจลจะขุ่น
        5. เมื่อเจลเย็นตัวลงจะเริ่มหนืดใช้ส้อมคนเจลให้ฟองอากาศขึ้นให้ดูเหมือนมีฟองอากาศอยู่ภายในแก้วเบีย
        6. ทำฟองเบียร์ขาวๆโดยนำพาราฟินมาตั้งไฟให้ละลาย พอเริ่มแข็งตัวใช้ช้อนหรือส้อมก็ได้ขูดให้เป็นฟอง เสร็จแล้วตักใส่แก้วเบียร์
        7. จากนั้นก็นำไม้ปลายแหลมเช่นไม้เสียบลูกชิ้น ไม้จิ้มฟัน หรือเหล็กแหลมเสียบลงไปให้เป็นรู นำไส้เทียนสอดเข้าไป
  • ซูชิ

                             ทำข้าวซูสูตรชิ 
    สูตรนี้รายละเอียดเยอะนิดนะค่ะ ลองทำดูค่ะ
    เตรียมทำ น้ำส้มปรุงข้าวซูชิ
    *กรณีที่ ใช้น้ำส้มซูชิ (ซูชิ ซุ) สำเร็จรูป ดูตามสัดส่วน ปริมาณที่ใช้ผสมกับข้าวสวย ในฉลากข้างขวด..และต้องชิมดูเองด้วย
    (ทั่วๆไปสัดส่วน = น้ำส้มซูชิสำเร็จรูป 1/2 ถ้วย : ข้าวสวย 2 ถ้วย)
    * กรณีที่ ผสมน้ำส้มซูชิ ด้วยตนเอง ยกตัวอย่างมาให้ 2 สูตรนะคะ
    สูตร 1 ข้าวสาร 4 ถ้วย : น้ำส้มสายชู 6 ช้อนโต๊ะ : น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ : เกลือ 2 ช้อนชา
    สูตร2 ข้าวสาร 2 ถ้วย : น้ำส้มสายชู 60 ml. : น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ : เกลือ 1 ช้อนชา
    เครื่องปรุงทั้งหมดผสมกันใส่ถ้วยเตรียมไว้พรมข้าว – คลุกกับข้าวสุกใหม่ๆ จนเมล็ดข้าวขึ้นเงาใส
    เตรียมหุงข้าว
    แช่ข้าวสารก่อนหุงโดย ล้าง ข้าวสารญี่ปุ่น แล้ว แช่น้ำ 30 นาที(บางที่จะใส่สาหร่ายคมบุ ขนาดชิ้นกลางๆลงไปแช่กับข้าวสารด้วย) แล้วผึ่งใส่กระชอนสักครู่ จึงนำไปหุง
    - ถ้าใช้ข้าวไทยเช่นข้าวหอมมะลิผสมหุงแทน สัดส่วน = ข้าวไทย 2-3 ส่วน / ข้าวเหนียว 1 ส่วนโดยประมาณ
    การหุงข้าว
    - กรณี หุงข้าวแบบเช็ดน้ำ หุงข้าวสาร 2 ถ้วย กับน้ำเปล่า 2 1/2 ถ้วย ตั้งไฟแรงจนน้ำข้าวเดือด คนข้าวด้วยทัพทีเรื่อยๆ จากนั้นหรี่ไฟอ่อนหุงต่ออีก 12 นาที จนข้าวสุก แล้วดับไฟ ปล่อยให้ข้าวระอุต่ออีก ประมาณ 15 นาทีจึงเสร็จ แล้วนำไปคลุกกับน้ำส้มปรุงรส
    - กรณี หุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ก็หุงตามปกติ อาจจะลดปริมาณน้ำลงนิดหน่อย พอข้าวสุกแล้วตักใส่อ่างใบใหญ่สำหรับคลุกข้าวกับน้ำส้มปรุงรส
    ปรุงรสข้าวเปรี้ยว ซูชิ
    - เอาข้าวสวยที่หุงสุกระอุแล้ว มาใส่อ่างไม้ (จริงๆแล้วจะใส่ชามอ่างแก้ว หรือ อ่างอลูมิเนียม หรือ อ่างพลาสติก ก็ได้)
    - พรมน้ำส้มสายชูที่ปรุงรสเตรียมไว้(ผสมน้ำตาล-เกลือ ) ทีละหน่อยลง บนข้าวให้ทั่ว แล้ว ใช้พายทัพทีปัดๆสับๆ ข้าว คลุกให้เข้าเนื้อกัน(ห้ามใช้ทัพทีกดบี้ข้าวจะเละง่าย) ขณะเดียวกัน อีกมือหนึ่ง ก็เอาพัดโบกลมใส่ข้าวไปด้วยเพื่อเร่งให้ดูดซึมน้ำส้มเร็วขึ้น จะเห็นเมล็ดข้าวใสเป็นมันวาว
    - พักข้าวเปรี้ยวสักครู่ ให้ข้าวเย็นลงหน่อย และ เมล็ดข้าวรัดตัวขึ้น (รอให้ข้าวอุ่นๆ ประมาณเท่า ผิวหนังคนเรา ) จึงงนำไปทำเป็นข้าวปั้นซูชิ ได้ตามชอบ

    วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

    ขนมไทย

                                 ขนมกล้วย






                         ส่วนผสม                                          
                     
                     1.  กล้วยน้ำว้าสุกบด 2 ถ้วยตวง
                     2.  แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
                     3.  แป้งมันสำปะหลัง 2 ช้อนโต๊ะ                                                           
                     4.  แป้งท้าวยายม่อม 3 ช้อนโต๊ะ
                     5.  มะพร้าวทึนทึกขูด 1/4 ถ้วยตวง
                     6.  หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
                     7.  น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
                     8.  มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ถ้วยตวง
                     9.  เกลือป่น 1 ช้อนชา



                                                  วิธีทำ



    ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน แป้วท้าวยายม่อม เข้าด้วยกันแล้วใส่หัวกะทิลงนวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่กล้วยบด น้ำตาลทราย ลงในแป้งที่นวดแล้ว คนให้เข้ากัน จนน้ำตาลละลาย ใส่มะพร้าวทึนทึกขูดลงผสมให้เข้ากัน
    ทขนมใส่ลงในถาดหรือพิมพ์นำไปนึ่งให้สุกด้วยไฟแรงยกลงเวลาเสริฟโรยด้วยมะพร้าวขูดฝอยอีกครั้ง

    คนเห็นผี

    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นสมัยตอนที่ดิฉันเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ ปี 2533



    เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ จะมีการแบ่งเขตการเรียน โดยเขตที่เป็นฝั่งในตัวเมืองจะมีพื้นที่ตรงข้ามกับโรงพยาบาล ส่วนหอพักของมหาวิทยาลัยที่จัดให้ก็จะอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลนั้นเอง ซึ่งที่นี่มักมีคนพบกับสิ่งที่เหลือเชื่อมากมายที่เล่ากันปากต่อปากในหมู่นักศึกษาว่า สถานที่เดิมของหอพักก็คือสุสานเก่าสมัยสงครามโลก ในช่วงก่อสร้างก็จะพบเศษกระดูกมนุษย์บ้าง หัวกระโหลกบ้าง และเรื่องส่วนใหญ่ที่นักศึกษาเล่าก็จะเป็นเรื่องสยองขวัญที่เกิดขึ้นในหอพัก อย่างเช่น เรื่องเสียงลากโซ่ แกรกๆ เป็นทางยาวผ่านหน้าห้องพัก ซึ่งเคยมีคนที่สงสัยเปิดออกไปดู ก็พบเจ้าของเสียงนั้นเป็นชายร่างใหญ่นุ่งแต่ผ้าเตี่ยวสีแดง ที่ข้อขาก็จะมีโซ่ล่ามไว้ เหมือนนักโทษ ที่สำคัญคือ ผู้ชายคนนี้ไม่มีหัว บางทีก็ได้ยินเสียงร้องไห้อย่างโหยหวน เสียงคนทุบของหนักๆ อีกหลายเสียงที่ร่ำลือกันในบริเวณหอพัก แต่สำหรับตัวดิฉันก็ฟังเพื่อความสนุก บางทีก็ขนลุกไปกับเรื่องราวที่ได้ยินมาเท่านั้น แต่ไม่เคยเจอด้วยตัวเองสักที


    จนมีอยู่วันหนึ่งจำจนถึงทุกวันนี้... ช่วงนั้นประมาณเดือนธันวาคมช่วงฤดูหนาวตอนเย็นเวลาประมาณ 6 โมงกว่าๆ หลังจากทำธุระส่วนตัวที่บ้านเสร็จ รู้สึกว่าไม่อยากอยู่บ้าน อยากจะแวะไปคุยกับเพื่อนที่พักหอพักที่นั่น ซึ่งสมัยนั้นโทรศัพท์มือถือหรืออินเตอร์เน็ตยังไม่มี จะทำได้ก็แค่ขี่มอเตอร์ไซด์ไปหากัน ในวันนั้นพอไปถึงหน้าหอพักบริเวณป้อมยาม ซึ่งตามปกติก่อนเข้าไปในเขตหอพัก คนภายนอกจะต้องผ่านยามเพื่อตรวจเช็คและสอบถามก่อนว่าต้องการจะพบใคร จึงจะสามารถเข้าไปได้ แต่ในวันนั้นพอไปถึงยามที่คอยดูแลอยู่ กลับไม่สอบถามอะไรดิฉันเลย กลับทำเฉยมาก ซึ่งตัวดิฉันก็คิดว่าดีจัง ไม่ต้องพูดมาก เลยรีบนำรถเข้าไปจอดที่ด้านข้างหอพัก แต่พอจอดรถเสร็จดิฉันรู้สึกได้กลิ่นเหม็นมาก กลิ่นมันสะดุดโสตประสาทฉันเหลือเกิน ในตอนแรกก็คิดว่าอาจจะเป็นสัตว์อะไรตายสักอย่าง กลิ่นมันเริ่มรุนแรงมากขึ้นจนทำให้ฉันต้องรีบเดินหนีไป


    เมื่อเดินถึงประตูหอพัก ก่อนเข้าประตูดิฉันก็มองขึ้นไปที่ชั้นบน เพราะจะมองหาเพื่อน ซึ่งสิ่งที่มองเห็นบนชั้นบนก็คือ เห็นคนเดินไปมาที่ระเบียงเหมือนทุกครั้งที่มา ดิฉันจึงเดินผ่านเข้าประตูและเดินขึ้นไปชั้นบนอย่างไม่คิดอะไร แต่พอเดินขึ้นไปที่ชั้นบนปรากฏว่าทั้งชั้นว่างเปล่า ไม่มีใครเลย ในตอนแรกไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าคนคงเดินเข้าไปในห้องพักกันแล้ว ดิฉันจึงเดินไปเคาะประตูห้องพักและเรียกชื่อเพื่อน ซึ่งห้องพักที่ว่านั้นเป็นห้องนอนรวม ดิฉันเคาะและเรียกชื่อเพื่อนอยู่นานพอสมควร แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ จึงเปิดประตูและเดินเข้าไปในห้องนั้น เดินไปจนสุดห้องและรวมทั้งในห้องน้ำ ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่สักคน คราวนี้ก็เริ่มที่สงสัยว่าพวกคนที่เราเห็นเมื่อกี้หายไปไหน จึงเดินออกไปด้านนอกห้องเพื่อมาดูอีกครั้ง


    แต่ในขณะที่ออกมายืนอยู่นอกห้องนั้น ดิฉันก็ได้ยินเสียงดังก๊อกแก๊กๆ ดังมาจากห้องพักอีกห้องหนึ่งที่อยู่ข้างๆ กัน ดิฉันก็เลยเคาะห้องที่มีเสียงดังนั้น เพื่อจะสอบถามถึงเพื่อน ปรากฏว่าเคาะเท่าไหร่ก็ไม่มีคนตอบอีก จึงลองเปิดประตูดูอีกครั้ง ปรากฏคราวนี้เปิดไม่ได้เหมือนว่าห้องนั้นถูกล็อค พอจะหันหลังกลับคราวนี้เสียงที่ดังก๊อกแก๊กนั้นมันเริ่มย้ายจากห้องข้างๆ ไปดังที่ห้องพักของเพื่อนดิฉันแทน และจมูกของดิฉันเริ่มได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยขึ้นมาอีก คราวนี้ดิฉันเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี จึงคิดจะถอยหลังออกมาจากหน้าประตู ความรู้สึกในตอนนั้นคือมันเย็นวูบไปทั้งตัว ขาทั้งสองข้างเหมือนถูกตรึงไว้ จะขยับก็ขยับไม่ได้ เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่รู้จักคำว่า “ก้าวขาไม่ออก” จะขยับตัวก็ทำไม่ได้เลย รู้สึกกลัวมาก โดยความกลัวครั้งนี้มันแปลกเหมือนกับว่าเราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ดิฉันได้เพียงแต่นึกถึงคุณแม่ของดิฉันที่เสียไปแล้ว และนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ หลับตาและสูดลมหายใจพร้อมกับสวดมนต์เท่าที่จะทำได้ พอมีสติดิฉันก็ตะโกนคำว่า “แม่ๆ” ออกมาดังๆ หลายครั้ง จนสามารถขยับตัวได้ จึงรีบวิ่งโกยอ้าวออกจากหอพักทันที


    พอออกมาจากหอพัก ดิฉันก็พบกับยามที่ยืนด้านนอก ยามก็ถามดิฉันว่าเข้าไปทำไม และเข้ามาที่นี่ตอนไหน ทำไมไม่แจ้งว่าเข้ามา ดิฉันก็รู้สึกงงและยังไม่หายตื่นเต้นกับเรื่องที่เพิ่งพบ แต่ก็เล่าให้ยามฟังว่า ตอนที่เข้าไปก็เห็นยาม แต่ยามก็ไม่เห็นจะว่าอะไร จึงเดินเข้าไปหาเพื่อน พอยามได้ยินคำตอบ เขาถึงกับเงียบไปและบอกกับดิฉันว่า วันนี้ไม่มีใครอยู่ที่หอพักสักคน เพราะเขาไปโบสถ์กันหมด แล้วหอพักก็ล็อกกุญแจด้วย เพื่อนไม่ได้บอกหรือไง ดิฉันถึงกับช็อคและคิดว่าเจอดีซะแล้ว เลยไม่รู้จะทำอย่างไร จึงรีบขี่มอเตอร์ไซด์ออกไป โดยไม่กล้าหันขึ้นไปมองบนหอพักอีก


    รุ่งเช้าอีกวันเมื่อไปเรียน ดิฉันเล่าเรื่องที่เจอให้เพื่อนคนที่จะไปหาฟัง เพื่อนดิฉันตกใจมาก เธอเล่าว่าก่อนหน้านี้ก็มีเพื่อนที่พักด้วยกันเจอ และมีพวกรุ่นพี่นักศึกษาที่อยู่เดิมเล่าว่า เคยมีนักศึกษาผูกคอตายที่ชั้นบน ซึ่งบางปีเมื่อครบรอบวันตาย ก็มักจะมีคนเจอวิญญาณของนักศึกษาคนนั้น หรือไม่ก็เจอสิ่งแปลกๆ เช่นกลิ่นธูป หรือ เสียงร้องไห้ตอนดึกๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หากดิฉันจะไปหาเพื่อนคนนี้อีก ดิฉันจะไม่กล้าเข้าไปในเขตหอพักอีกเลย ส่วนใหญ่จะนัดกันออกมาข้างนอกมากกว่า


    ประสบการณ์ในครั้งนั้นถึงแม้จะผ่านมานานกว่า 10 ปี แต่ดิฉันจะไม่มีวันลืมมันแน่นอน...